ปรับ กยศ. เป็น กรอ.

Studio News

วันที่ 2 กันยายน 2554


หลังเปลี่ยนรัฐบาลชุดใหม่ หลายๆโครงการของรัฐบาลชุดเก่า ก็จะถูกพับเก็บหรือปรับเปลี่ยนทันที ดั่งเช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. ที่จะกำลังจะปรับไปเป็นกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต หรือ กรอ. โดยจุดเน้น กรอ.ไม่ว่าจะรวยหรือจนก็สามารถกู้เรียนได้ และชำระหนี้คืนต่อเมื่อมีงานทำและเงินเดือนมากพอที่จะเสียภาษีได้ วันนี้เรามาลองฟังเสียงของน้องๆและอาจารย์ ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้โดยตรงว่าแต่ละคนคิดเห็นอย่างไร

เริ่มกันที่ “ช่อฟ้า” หรือ อมรา ดีประเสริฐ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร บอกว่า เห็นด้วยที่จะนำกรอ.กลับมาใช้ เพราะทำให้ทุกคนที่อยากจะเรียนสามารถกู้เงินเรียนได้หมด ขณะที่ กยศ.จะเน้นว่าผู้ที่จะกู้เรียนต้องมีรายได้ต่อครอบครัวไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะให้เฉพาะคนซึ่งจนจริงๆได้กู้ แต่ในความเป็นจริงยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่ต้องการกู้เช่นกัน เนื่องจากครอบครัวมีภาระต้องรับผิดชอบมาก แต่รายได้เกินที่ กยศ.กำหนดทำให้หมดสิทธิ์กู้ อีกทั้ง กยศ.ให้มีระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี หลังจากจบการศึกษา จากนั้นทุกคนไม่ว่าจะมีงานทำหรือไม่มีงานทำต้องชำระหนี้คืนจึงทำให้เป็นคดีให้ฟ้องร้องกันมาก แต่การจะชำระหนี้คืน กรอ.จะคืนก็ต่อเมื่อมีงานทำและรายได้ประมาณ 16,000 บาทต่อเดือน ซึ่งทำให้ผู้กู้ไม่ต้องแบกรับภาระมาก แต่ฝากว่าการกู้กรอ.นั้นควรให้กู้ครอบคลุมไปถึงค่าครองชีพด้วย และให้กู้เฉพาะสาขาที่จบออกมาแล้วมีงานทำ หรือสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศก็ดี เพื่อเป็นการรับรองว่ากู้แล้วหนี้จะไม่สูญและรุ่นน้องจะได้กู้ต่อแน่นอน

ขณะที่ ณรงค์ชัย เสนา หรือ “หยอย” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ บอกว่า ไม่เห็นด้วยที่จะมีการยุบ กยศ. ลง เนื่องจากกองทุน กยศ.เป็นกองทุนเพื่อการศึกษาอย่างแท้จริง และยังเปิดโอกาสให้เด็กทุกระดับการศึกษาได้กู้ยืมเรียน หากยุบกยศ.ไปแล้วเด็กระดับมัธยมศึกษาอาจจะไม่มีโอกาสเรียน เพราะเท่าที่ทราบเบื้องต้นหลักเกณฑ์การกู้ กรอ.ไม่ยังครอบคลุมและไม่ชัดเจน เช่น จะไม่เปิดให้กู้ทุกสาขา แต่ให้เลือกกู้เฉพาะสาขาที่จบแล้วมีงานทำ เป็นต้น ดังนั้นหากให้กู้เฉพาะสาขาที่จบมาแล้วมีงานทำ ถ้านักศึกษาเลือกเรียนสาขาที่ชอบและถนัด แต่ถ้าไม่ใช่สาขาที่กำหนดไว้ก็จะหมดสิทธิ์กู้ ซึ่งถือเป็นการลำเอียงหรือเลือกปฏิบัติ
ทั้งนี้ตนมองว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นเพียงนโยบายหาเสียง มากกว่าจะนึกถึงประโยชน์ของกลุ่มนักเรียน นิสิตและนักศึกษาที่จะได้รับ ดังนั้นตนจึงไม่อยากให้ยุบ กยศ. แต่อยากให้ไปเพิ่มจำนวนทุนให้กู้มากขึ้นจะดีกว่า เพื่อครอบคลุมผู้กู้ทุกคน แต่ไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนไปเป็นกองทุนอะไรก็ตามขอให้กองทุนนั้นสามารถรองรับคนที่มีรายได้น้อยจะเป็นเรื่องที่ดี

ส่วน ผศ.ลิขิต อมาตยคง รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า กยศ. มีข้อดี คือ มีค่าครองชีพและค่าเทอมให้ ซึ่งทำให้แบ่งเบาภาระนักศึกษาที่ขาดแคลนจริงๆ ส่วนการใช้หนี้คืนจะเว้นระยะให้เพียง 2 ปีหลังจากนั้นจะมีงานทำหรือไม่มีต้องใช้เงินคืน ส่งผลให้ กยศ.มีปัญหา คือ ผู้กู้ใช้เงินคืนประมาณร้อยละ 70 ทำให้เกิดปัญหาการฟ้องร้องจำนวนมาก ส่วนการเปลี่ยนมาเป็นกรอ.ตนยังไม่ทราบรายละเอียดหลักเกณฑ์ที่แน่ชัด รู้เพียงต้องมีเงินเดือนถึง 16,000 บาท ถึงจะใช้หนี้ หากยังไม่ถึงยังไม่ต้องใช้เงินคืน ตนคิดว่าหากจะเปลี่ยน กยศ. มาเป็น กรอ. ควรพัฒนาให้ดีขึ้นโดยกรอ.อาจจะต้องให้ค่าเทอมและค่าครองชีพ ซึ่งค่าครองชีพอาจจะมาในรูปแบบการให้ผู้กู้ทำงานในหน่วยงานต่างๆเพื่อประโยชน์ต่อตัวนักศึกษา ที่จะได้ฝึกวิชาชีพไปในตัวด้วย ขณะที่การชำระหนี้คืน อาจจะผูกกับรายได้ ซึ่งรัฐบาลใหม่กำลังจะขึ้นเงินเดือนระดับปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท กรอ.อาจจะใช้ระดับเงินเดือนดังกล่าวผูกกับการใช้หนี้ให้กองทุนก็ได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องและชำระหนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การมีกองทุนให้ผู้ที่ขาดแคลนได้เรียนเป็นสิ่งที่ดี แต่รัฐบาลต้องดำเนินการให้รอบคอบรัดกุม เพื่อทำให้ปัญหาการฟ้องร้องเกิดขึ้นน้อยที่สุด และไม่ทำให้นักศึกษาเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต.ที่มา…เดลินิวส์ออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *