โรคภัยที่มากับสายน้ำ’ต้องเฝ้าระวังเข้มข้น-ช่วงน้ำลดยิ่งหนักกว่า

วันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๔

…Studio News…


ปัญหาน้ำท่วมอาจจะไม่ได้เพียงพัดพากระแสน้ำให้เข้าทำลายล้างสิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งของให้เกิดความเสียหายเท่านั้น กระแสน้ำและความรุนแรงของธรรมชาติยังคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก นี่ยังไม่รวมถึงพิษภัยจากสัตว์ร้ายต่าง ๆ ที่ตามมาและที่สำคัญที่เกิดกับสภาวะสุขภาพของประชาชน   ภาวะจากความเครียด และการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่มากับน้ำหรือเกิดจากการต้องปรับเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตอย่างไม่สามารถ หลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในช่วงน้ำท่วมนี้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศเตือนในการป้องกันโรคติด ต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน   เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในการป้องกันไม่ให้ป่วย มี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่

1. กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบ สาเหตุเกิดจากกินอาหาร ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ

2. กลุ่มโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคปอดบวม โดยเฉพาะโรคปอดบวมนั้นมีอันตรายอาจถึงชีวิตได้ ควรระวังในกลุ่มเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเรื้อรัง

3. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผล หรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ โรคเลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู ดังนั้นช่วงระยะเวลาที่น้ำท่วมควรหารองเท้าใส่เพื่อไม่ให้เกิดบาดแผล เมื่อขึ้นที่แห้งต้องล้างเท้า หรือเช็ดให้แห้ง

4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุงที่สำคัญสามโรค ได้แก่ ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ 80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้าน ไข้สมองอักเสบเจอี  มียุงรำคาญซึ่งมักแพร่พันธุ์ตามแหล่งน้ำในทุ่งนาเป็นตัวนำโรค และโรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค ทั้งสามโรคนี้หลังน้ำท่วมควรขจัดแหล่งเพาะพันธ์ุยุงที่มีน้ำขัง

5. กลุ่มโรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา   โดยเฉพาะโรคตาแดง เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก

ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ดูจากภูมิศาสตร์แล้วนอกจากการรับปริมาณน้ำฝนที่ ตกลงในพื้นที่ตามปกติแล้วจะต้องเป็นทางผ่านของน้ำที่จะไหลลงสู่อ่าวไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบมากบ้างน้อยบ้างตามแต่สภาพพื้นที่ และศักยภาพการป้องกันรวมถึงการระบายน้ำ  จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ประชาชนต้องระวัง

การป้องกันเฝ้าระวัง รวมถึงการให้การรักษาก็ดำเนินการตามแผนปกติทุก ๆ ปีตามช่วงเวลาระบาดของโรค แต่ในปีนี้สถานการณ์น้ำท่วมเริ่มเข้าสู่สภาวะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ กทม.ต้องตั้งศูนย์เฝ้าระวังโรคที่มาจากน้ำขึ้น ที่สำนักอนามัย (สนอ.) เพื่อติดตามสถานการณ์การเข้ารักษาโรคที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมทั้งพื้นที่

นายวงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์  ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ สนอ.ในฐานะผู้ดูแลศูนย์เฝ้าระวังโรคที่เกิดจากน้ำท่วม ที่ กทม.ตั้งขึ้นในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ตั้งแต่เดือน ก.ย. จนถึงปัจจุบัน รายงานว่า ตั้งแต่มีการตั้งศูนย์เพื่อติดตามสถานการณ์ข้อมูลผู้ป่วย โรคที่พบในพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งขณะนี้พบว่ามีผู้ป่วยจากโรคที่เป็นมาจากน้ำท่วม ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้แก่  กลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ จำนวน 36 ราย ไข้ตัวร้อนไม่ระบุสาเหตุ จำนวน 28 ราย  น้ำกัดเท้า จำนวน 12 ราย  อุจจาระร่วงเฉียบพลัน จำนวน  9 ราย  อาหารเป็นพิษ จำนวน 8 ราย  บาดแผลติดเชื้อ 2 ราย และโรคตาแดง จำนวน 1 ราย

โดยโรคดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นกลุ่มโรคที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงหน้าฝน ซึ่งจะมีประชาชนเจ็บป่วยและเข้ารับการรักษาเป็นปกติ ซึ่งเมื่อสถานการณ์ฝนและน้ำท่วมขังหมดไปก็จะสามารถรักษาและดูแลประชาชนให้ หายจากโรคต่าง ๆ ดังกล่าวได้

“ทั้งนี้สิ่งที่น่าวิตกคือ ปริมาณน้ำมากกว่าปกติ ภาวะการท่วมขังก็จะยาวนานมากขึ้นกว่าเดิม และแม้ในอนาคตสถานการณ์น้ำจะคลี่คลายแล้ว สถานการณ์ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น เนื่องจากหลังจากช่วงน้ำลดแล้วยังต้องเฝ้าระวังสองกลุ่มโรคสำคัญต่อเนื่อง เป็นพิเศษ คือ กลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก เนื่องจากตามปกติช่วงระบาดของยุงลายที่เป็นพาหะจะเกิดขึ้นในช่วงหน้าฝนแต่ ขณะนี้สภาพน้ำมีปริมาณมากกว่าปกติทั่วไปไม่อยู่ในระดับที่ยุงจะทำการวางไข่ หรือแพร่ขยายพันธุ์  แต่สถานการณ์ภายหลังจากน้ำลดแล้ว น้ำจะเกิดการท่วมขังในภาชนะต่าง ๆ ที่ยังตกค้างจากการเก็บกวาดของประชาชน ซึ่งเป็นปริมาณน้ำที่พอเหมาะกับการแพร่พันธุ์ของยุงหลากหลายชนิดรวมถึงยุง ลาย ที่เป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก และถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ กทม.จะมีการลงพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง คือ ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อกำจัดยุงลายไปในช่วงหน้าฝนแล้ว จนถึงขณะนี้ช่วงเวลาน้ำท่วมกินระยะเวลานานมากขึ้น จะต้องลงพื้นที่ซ้ำอีกครั้งหลังน้ำลดลง

ส่วนอีกหนึ่งโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด คือ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เพราะในช่วงน้ำท่วม ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ การรับประทานอาหาร การขับถ่าย ค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบากทำให้ไม่ค่อยถูกสุขลักษณะเท่าที่ควร  อีกทั้งหลังน้ำลดระดับลงการหมักหมมของขยะและสิ่งปฏิกูลในช่วงน้ำท่วมก็จะ เริ่มเน่าเหม็นและมีการแพร่เชื้อโรค เข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว”

ดังนั้นการดูแลรักษาประชาชนจะต้องกลับมารุกหนักหลังภาวะน้ำลดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สุขภาพประชาชนกลับมาอยู่ในสภาวะปลอดภัยเช่นเดิม

ใช่ว่าการสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ จะหายไปกับสายน้ำเมื่อยามที่ลดไป แต่สิ่งสำคัญกว่านั้นคือ สิ่งที่น้ำได้ทิ้งไว้ให้  ถ้าเป็นทางด้านกายภาพ หรือวัตถุนั้น เราซ่อมสร้างมันได้ แต่สิ่งที่บอบช้ำมากกว่าคือสภาพจิตใจและร่างกายที่ต้องใช้เวลาฟื้นฟูที่ นานกว่า เพื่อให้กลับมาเหมือนเดิม และคำกล่าวที่ว่า “การไม่เป็นโรคคือลาภอันประเสริฐ” นั้นคงจะจริงเป็นที่สุด เพราะเมื่อสภาพร่างกายพร้อมก็สามารถสร้างสิ่งที่หายไปขึ้นมาใหม่ได้

ที่มา: (บานเย็น แม่นปืน) เดลินิวส์ออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *