‘บีโอไอ แฟร์ 2011’ ‘นวัตกรรม’สุดล้ำเพื่อโลก

วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๕

บทความทางวิชาการ

ใน ที่สุดงานแสดงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการผลิต ‘บีโอไอ แฟร์ 2011’ (BOI Fair 2011) ก็ได้ฤกษ์เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ต้องเลื่อนการจัดงานจากกำหนดเดิมเมื่อเดือนพ.ย.ปีก่อน เนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ หลังจากเดินสำรวจสถานที่จัดงานแล้ว ต้องยอมรับว่าถึงจะเจอโรคเลื่อนไปก่อนหน้านี้ แต่บีโอไอ แฟร์ 2011 ก็ยังคงจัดได้ยิ่งใหญ่สมการรอคอย มีบริษัทชื่อดังเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งมาพร้อมกับศาลาจัดนิทรรศการกลางแจ้งหรือพาวิลเลียนอันสวยงาม ตลอดจนนวัตกรรมใหม่ๆ อีกเป็นจำนวนมาก

สำหรับสโลแกนของงาน จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ว่า “รวมพลังน้ำใจไทย โลกสดใส ไทยยั่งยืน” หรือ “Going Green for The Future” แต่เนื่องจากเหตุการณ์มหาอุทกภัย ประกอบกับภัยพิบัติทางธรรมชาตินานัปการที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีให้หลัง บริษัทที่เข้าร่วมงานจึงให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเพื่อรับมือกับภัยพิบัติมาก เป็นพิเศษ!

เริ่มต้นที่เครือซิเมนต์ไทย หรือ ‘เอสซีจี’ ที่นำนวัตกรรมรับมือภัยพิบัติมาจัดแสดงมากมาย อาทิ ที่พักชั่วคราวสำหรับผู้ประสบภัย ซึ่งดีไซน์เป็นทรงเมล็ดข้าว สื่อถึงความหวังใหม่ที่คอยอยู่หลังภัยพิบัติผ่านพ้นไป สามารถรองรับผู้ประสบภัยได้ 1 คน บวกกับเด็กอีก 1 คน เพื่อความเป็นส่วนตัว

สำหรับ วัสดุที่ใช้เป็นโครงสร้างของที่พักดังกล่าวคือพลาสติกที่มีน้ำหนักเบา ด้านบนมีแผงโซลาร์เซลล์เพื่อรับแสงอาทิตย์ ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัยได้มีวิถีชีวิตที่ดีขึ้นขณะประสบภัย สามารถชาร์จโทรศัพท์ มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก ตลอดจนแท็บเล็ตเพื่อใช้งานภายในที่พักได้ซึ่งเอสซีจีเผยว่าที่พักชั่วคราว นี้ยังอยู่ในระหว่างการวิจัยและพัฒนา คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ในอนาคตอันใกล้

แต่ ที่ไม่ต้องรออีกต่อไปก็คือบ้านแห่งอนาคต ซึ่งเอสซีจีนำมาให้ชมกันถึงสองแบบ คือบ้านที่รองรับแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้ถึง 7.2 ริกเตอร์ กับบ้านที่สร้างขึ้นโดยคำนึงถึงผู้สูงอายุให้สามารถหยิบจับและปฏิบัติภารกิจ ส่วนตัวได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ใครสนใจสามารถติดต่อได้ในงาน

นอก จากเอสซีจีแล้ว ยังมีอีกหลายบริษัทต่างแดนที่ขนนวัตกรรม สู้ภัยพิบัติมานำเสนอ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่น ที่ทราบกันดีว่าจากสภาพภูมิศาสตร์ที่เป็นเกาะ และอยู่บริเวณรอยเลื่อนของเปลือกโลก ทำให้ญี่ปุ่นประสบกับภัยพิบัติทางธรรม ชาติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผ่นดินไหว จึงต้องออกแบบที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคที่ทนต่อแผ่นดินไหวด้วย

ตัวอย่างเช่น ‘บริดจสโตน’ ผู้ผลิตยางรถยนต์ชั้นนำของโลก ที่นำแท่นยางรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวมานำเสนอ โดยแท่นยางดังกล่าวจะช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นกับบ้านและอาคารให้ เคลื่อนไหวช้าลงและทรงตัวอยู่ในลักษณะเดิม ลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินจากเหตุบ้านหรืออาคารถล่ม ได้

เช่นเดียวกับ ‘คูโบต้า’ ที่เราทั้งหลายคุ้นเคยในฐานะผู้ผลิตเครื่องจักรทางการเกษตร จนอาจนึกไม่ถึงว่าบริษัทเดียวกันนี้เป็นผู้ผลิต ‘ท่อ’ รายใหญ่อีกแห่งของโลกด้วยเช่นกันโดยในบีโอไอแฟร์ครั้งนี้ คูโบต้าได้นำนวัตกรรมท่อประปาที่ทนแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้มานำเสนอ

แรงบันดาลใจที่ทำให้คูโบต้าผลิตท่อประปาดังกล่าว คือเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองนิงาตะ (Niigata) เมื่อปี 1974 ที่รุนแรงจนท่อประปาใต้ดินแตก ไม่สามารถจ่ายน้ำได้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่าเหตุท่อประปาแตกนั้นมักเกิดขึ้นบริเวณข้อต่อ จึงพัฒนาให้ข้อต่อสามารถยืดหยุ่นรับแรงสั่นสะเทือนได้ โดยในรุ่นล่าสุดสามารถรับแรงฉุดได้สูงถึง 450 กิโลนิวตัน หรือเทียบเท่ารถยนต์ 30 คัน!

คูโบต้า เปิดเผยด้วยว่า ท่อประปาดังกล่าวได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความทนทานในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ เมืองโกเบเมื่อปีค.ศ.1995 จึงได้รับความนิยมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแน่นอนว่าเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิเมื่อปีก่อน พื้นที่ซึ่งติดตั้งท่อประปานี้ก็ยังสามารถจ่ายน้ำได้ตามปกติ

สำหรับประเทศไทย คูโบต้าเผยว่าหากมีความชัดเจนในส่วนของความต้องการเมื่อไหร่ ก็พร้อมทำตลาดทันที

นอก จากนี้ คูโบต้ายังได้นำเทคโนโลยีทางการเกษตรที่คนไทยคุ้นเคยกันดีมานำเสนอ อาทิ เครื่องคัดแยกเมล็ดข้าวซึ่งใช้เซ็นเซอร์ช่วยตรวจจับ และคัดแยกเมล็ดข้าวที่ไม่ได้คุณภาพตลอดจนสิ่งเจือปนออกจากข้าวที่ผ่านการขัด สีแล้วให้เหลือแต่เมล็ดข้าวคุณภาพดี ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรตลอดจนโรงสีมีรายได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ตลอดจน เครื่องหุงข้าวอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งปริมาณน้ำกับปริมาณข้าวที่ใช้ในการหุง เพื่อให้ข้าวทุกหม้อออกมามีคุณภาพตามความต้องการทุกครั้ง และยังสามารถตั้งเวลาหุงอัตโนมัติเพื่อเพิ่มความสะดวกได้อีกด้วย คาดว่าน่าจะเป็นที่ถูกใจของร้านอาหารที่ต้องหุงข้าวครั้งละมากๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว

ในส่วนของเทคโนโลยีเกี่ยวกับภาพและเสียง นอกจากเทคโน โลยี 3 มิติที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้แล้ว ทาง ‘ซัมซุง’ เกาหลีใต้ ยังได้นำเทคโนโลยีที่ว่ากันว่าจะเป็นที่นิยมในอนาคตมานำเสนอ

นั่น คือ ‘จอแอลซีดีโปร่งแสง’ ที่เป็นจอซึ่งสามารถมองทะลุไปด้านหลังได้ ทำให้สามารถมองเห็นวัตถุหลังจอพร้อมกับรับชมภาพเคลื่อนไหวที่จอในระดับเอชดี (ความคมชัดสูง) ได้ในเวลาเดียวกัน

ตัวจอมีความหนาเพียง 3-4 มิลลิเมตรเท่านั้น จึงไม่เปลืองเนื้อที่ในการติดตั้ง ยิ่งไปกว่านั้นยังประหยัดพลังงานอีกด้วย เนื่องจากใช้เทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสงขนาดเล็กที่อยู่ด้านล่างจอ ทำให้ใช้ไฟน้อยกว่าจอแอลซีดีปกติถึง 90 เปอร์เซ็นต์

ซัมซุงคาดการณ์ว่าในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จอภาพแบบนี้จะเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวงการโฆษณา

สําหรับผู้ที่สนใจเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเดินทาง ในงานบีโอไอแฟร์ 2011 ก็มีให้ชมกันหลากหลายทั้งบนบก บนอากาศ หรือแม้กระทั่งบนอวกาศ

เริ่มต้นด้วยล้อยานสำรวจบนดวงจันทร์ ซึ่ง “มิชลิน” คิดค้นและพัฒนาร่วมกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ “นาซ่า” มากว่า 20 ปี จนได้ล้อที่มีความยืดหยุ่นและมีแรงกดบนพื้นผิวคงที่ ทำให้ยานสำรวจสามารถเดินทางบนดวงจันทร์ที่มีพื้นผิวขรุขระและร่วนซุยได้เป็น อย่างดี ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณที่ยานสำรวจผ่านยังมีสภาพคงเดิม ไม่เกิดความเสียหายจากรอยล้ออีกด้วย

ต่อด้วยเทคโนโลยีบนอากาศ ซึ่งบริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ในเครือของโซลเวย์ ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ชั้นนำของโลก ได้นำโมเดลเครื่องบิน ‘โซลาร์อิมพัลส์’ (SolarImpulse) เครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์บังคับโดยนักบินที่สามารถบินได้จริงลำแรกมานำ เสนอ โดยเครื่องลำจริงที่มีความยาวปีกถึง 64 เมตร หรือ 8 เท่าของโมเดลที่นำมาจัดแสดง มีน้ำหนักเท่ากับรถยนต์ 1 คันแต่ใช้พลังงานเทียบเท่ารถสกู๊ตเตอร์เท่านั้น

โซลาร์อิมพัลส์ เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการเห็นการเดินทางบนอากาศในอนาคตเกิดขึ้นโดย ปราศจากมลภาวะ จึงร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของโลกสร้างเครื่องบินลำดังกล่าวขึ้นมา ปัจจุบันเครื่องบินดังกล่าวสามารถบินข้ามทวีปได้แล้ว และมีโครงการที่จะสร้างสถิติเป็นเครื่องบินพลังงานแสงอาทิตย์ลำแรกที่สามารถ บินได้รอบโลกภายในปี 2013

โซลเวย์ชี้ว่า เครื่องบินต้นแบบของตนนั้นจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดเครื่องบินโดยสาร พลังงานแสงอาทิตย์ได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะช่วยให้การเดินทางบนอากาศสะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่า ในปัจจุบันอย่างมาก

ขณะที่ในส่วนของเทคโนโลยีการเดินทางบนท้อง ถนน นอกจากรถยนต์ขับเคลื่อนด้วย “พลังงานไฟฟ้า” ที่บริษัทรถยนต์ต่างนำมาจัดแสดงอย่างคับคั่งแล้วยังมีนวัตกรรมของยานพาหนะ ส่วนบุคคลที่คาดว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต ซึ่งโตโยต้านำมาจัดแสดงด้วย

ยานพาหนะส่วนบุคคลดังกล่าวมีชื่อว่า ‘วี’ (Whee) ที่มีหลักออกแบบโดยคำนึง ถึงสรีระของมนุษย์ สามารถควบคุมได้โดยอาศัยจุดศูนย์ ถ่วงของร่างกาย ช่วยให้สองมือเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา ทำให้พับเก็บขึ้นรถโดยสารได้ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งยังขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

นอก จากนี้ โตโยต้ายังนำ “พาร์ตเนอร์โรบอต” (Partner Robot) หุ่นยนต์อัจฉริยะที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับมนุษย์ มาโชว์การเล่นไวโอลินแบบสดๆ ร่วมกับมนุษย์อีกด้วย

ที่กล่าวมาทั้งหมด ข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมล้ำสมัยอีกมากมายที่จัดแสดงในงานบีโอไอแฟร์ 2011 ซึ่งจะจัดแสดงต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 13 ม.ค. สำหรับพื้นที่จัดแสดงบริเวณชาลเลนเจอร์ฮอลล์ และวันที่ 20 ม.ค. สำหรับพื้นที่จัดแสดงกลางแจ้งริมทะเลสาบ

นิทรรศการดีๆ ล้ำยุคแบบนี้ ถ้าไม่ไปพิสูจน์-ไม่ไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตาตัวเอง คงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะไม่ได้จัดกันบ่อยๆ!

ที่มา: เจษฎา บุญประสม ข่าวสดออนไลน์

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *