|
วันที่ ๒ เมษายน ๒๕๕๕ …บทความทางวิชาการ… ร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ปัญหา การศึกษาไทย โดย : ดร.บัณฑิต นิจถาวร ระยะนี้มีบทความ ทั้งใน และต่างประเทศที่เขียนถึงระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ที่นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาของเรา มีความรู้ความสามารถ จากการเรียนการสอน ต่ำกว่ามาตรฐานทั้งในระดับประเทศ (โอเน็ต) และในระดับข้อสอบมาตรฐานระหว่างประเทศ (PISA Test) ทำให้มีความห่วงใยว่า ถ้าคุณภาพการศึกษาของประเทศอ่อนแอแบบนี้ อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร ในทางเศรษฐศาสตร์ ความห่วงใยดังกล่าวเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะในระยะยาวความสามารถของเศรษฐกิจที่จะหารายได้ และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจะมาจากความสามารถของประชากรในประเทศเป็น สำคัญ และปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสามารถของประชากรในประเทศ ก็คือ คุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ทุกคนต้องเรียน |
|
|
ข้อเท็จจริงล่าสุดเกี่ยวกับ ความรู้ ความสามารถของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของไทยที่ได้จากระบบการศึกษาขั้นพื้น ฐานปัจจุบัน เท่าที่ประมวลได้มีดังนี้ หนึ่ง ผลทดสอบการศึกษาพื้นฐานหรือ โอเน็ต ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ ประจำปีการศึกษา 2554 ผลคะแนนออกมาเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่งในทั้งห้าวิชาหลักที่ทดสอบ สอง คะแนนสอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ของไทย (อายุเฉลี่ย 15 ปี) ในปี 2009 วัดจากข้อสอบมาตรฐานระหว่างประเทศ หรือ PISA Test ของ OECD ในด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ คะแนนนักเรียนจากไทยในทั้งสามวิชาส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับต่ำกว่าบรรทัดฐาน มีคะแนนรวม 421 จาก 1000 เป็นอันดับที่ 50 ใน 65 ประเทศที่ส่งนักเรียนเข้าทดสอบ และคะแนนของไทยอยู่ห่างนักเรียนเอเชียอื่นๆ ที่ได้คะแนนสูง เช่น จากจีน (เซี่ยงไฮ้) เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงค์โปรมาก เช่น ในกรณีการอ่าน คะแนนของนักเรียนไทยจะห่างจากประเทศเหล่านี้เทียบได้เท่ากับ 2.5 ปีการศึกษา สาม ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น เม็กซิโก ชิลี ตุรกี ที่เคยมีคะแนน PISA Test ต่ำกว่าไทยในอดีต สามารถปรับปรุงคะแนนของตนให้ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่คะแนนของไทยกลับค่อนข้างคงที่ และที่ยิ่งน่าตกใจ ก็คือ ผลคะแนนเหล่านี้เกิดขึ้นทั้งๆ ที่การใช้จ่ายด้านการศึกษาของไทยเพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด (ขณะนี้ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี) และนักเรียนมัธยมศึกษาของไทยก็ใช้เวลาในห้องเรียนมากกว่านักเรียนประเทศอื่น ที่ได้คะแนนสูงกว่า อันนี้คือข้อเท็จจริงล่าสุดและที่น่าห่วงก็เพราะ หนึ่ง คุณภาพการศึกษาที่ต่ำจะมีผลต่ออนาคตเศรษฐกิจของประเทศ ที่คนไทยรุ่นต่อไป อาจมีข้อจำกัดมากในการใช้ความรู้ความสามารถ นำพาประเทศให้ประสบความสำเร็จ ในโลกเศรษฐกิจข้างหน้าที่จะยิ่งแข่งขัน และใช้เทคโนโลยี่สูงขึ้น สอง เสียดายโอกาสในแง่งบประมาณ และเวลาที่นักเรียนทุ่มเทให้กับการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่ผลที่ออกมาไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น และ สาม อนาคตของเด็กนักเรียนเองที่ในชีวิตหนึ่ง จะเรียนขั้นพื้นฐานได้ครั้งเดียว แต่ต้องมาเสียโอกาสกับระบบการศึกษาที่พวกเขาส่วนใหญ่ไม่สามารถเลือกได้ แล้วเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร วันนี้ผมอยากแสดงความเห็นเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา แต่อยากจะร่วมให้ความเห็น เพื่อแก้ไขปัญหา ในทางเศรษฐศาสตร์ ถ้าจะเปรียบระบบการศึกษาเป็นกระบวนการผลิต ปัญหาของเราขณะนี้ ก็คือ เราใส่ หรือใช้ทรัพยากรในการกระบวนการผลิตมาก แต่ผลที่ออกมาเป็นการศึกษาในเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ และคุณภาพการศึกษาที่ออกมาก็ต่ำกว่าระดับที่ทำได้ในประเทศอื่น ในการแก้ปัญหา ต้องตระหนักว่า บางโรงเรียนทำได้ดี ได้คะแนนดีเกินระดับบรรทัดฐาน แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ซึ่งก็ชี้ว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการและวิธีการใช้งบ ประมาณ แต่จากที่การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นสินค้าสาธารณะที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาก คือ ผู้ปกครอง และภาคธุรกิจเอกชน และที่ผ่านมาภาครัฐก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ดังนั้นผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งผู้ปกครอง และภาคธุรกิจเอกชน ควรต้องมีบทบาทช่วยภาครัฐแก้ไขปัญหา เพื่ออนาคตของลูกหลาน ภายใต้แนวคิดนี้ ผมอยากเสนอสี่แนวทางในการแก้ไขปัญหา หนึ่ง ก็คือ ความโปร่งใส ที่ต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนทราบว่าคะแนนโอเน็ต และคะแนน PISA Test ของแต่ละโรงเรียนในประเทศไทยเป็นอย่างไร เพื่อให้พ่อแม่ และผู้ปกครองทราบสถานการณ์ของโรงเรียนที่บุตรหลานของตนเรียนอยู่ความโปร่งใสนี้จะนำไปสู่แรงผลักดัน ให้ทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาทั้งในระดับนโยบายและระดับการบริหารจัดการ โดยเฉพาะ การเรียนการสอนในโรงเรียน และคุณภาพครู สอง สำหรับโรงเรียนที่คะแนนออกมาต่ำกว่ามาตรฐาน โรงเรียนเหล่านี้จะต้องเป็นโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายที่ผู้บริหารโรงเรียนจะ ต้องปฏิรูปการบริหารจัดการ เพื่อให้คะแนนโอเน็ต และคะแนน PISA Test ของโรงเรียนได้มาตรฐานในระยะเวลาที่กำหนด โดยให้ผู้ปกครองและภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญ สามารถมีส่วนร่วมขับเคลื่อนปรับปรุงการบริหาร ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น ก. บังคับให้โรงเรียนจัดตั้งคณะกรรมการบริหารโรงเรียน โดยมีผู้ปกครองและบุคคลภายนอกร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้คำแนะนำช่วยเหลือและกำกับดูแลการทำงานของโรงเรียนให้เป็นไปตามเป้า หมาย ข. ให้อำนาจ คณะกรรมการโรงเรียนสามารถจ้างผู้อำนวยการโรงเรียนจากภายนอก หรือจากระบบราชการได้ ภายใต้เกณฑ์ที่ยืดหยุ่นในเรื่อง อายุ ประสบการณ์ และเงินเดือนค่าจ้าง เพื่อให้ได้ผู้อำนวยการที่คณะกรรมการมั่นใจว่าจะปรับปรุงคุณภาพการเรียนการ สอนของโรงเรียนได้ ค. ให้คณะกรรมการโรงเรียนสามารถเพิ่มเงินเดือน ให้โบนัสครูที่ทำหน้าที่ได้ดี เพื่อสร้างแรงจูงใจ และรักษาครูที่มีคุณภาพ และให้คณะกรรมการสามารถเลิกจ้าง หรือย้ายครู หรือบุคลากรโรงเรียนที่เป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลง และ ง. ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทเอกชนทั่วประเทศที่บริจาคเงินช่วยโรงเรียน ในกลุ่มเป้าหมาย โดยให้สิทธิหักเป็นค่าใช้จ่ายได้เต็มจำนวน อันนี้จะเป็นช่องทางให้บริษัทธุรกิจสามารถเข้าช่วยแก้ไขปัญหาได้โดยตรง ขณะที่โรงเรียนจะมีทรัพยากรการเงินมากขึ้นในการแก้ปัญหา สาม สร้างกระบวนการถ่ายเทความรู้ และประสบการณ์ความสำเร็จ จากโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในคะแนนโอเน็ตและคะแนน PISA ให้กับโรงเรียนที่คะแนนไม่ได้มาตรฐาน ทั้งในวิธีการจัดการ การจัดหลักสูตร การเรียนการสอนในห้องเรียน และการสรรหาครู และบุคลากร รวมถึงหมุนเวียนครูและผู้บริหารระหว่างโรงเรียน เพื่อให้ตัวอย่างความสำเร็จสามารถแผ่ขยายและทำซ้ำได้ในวงกว้าง สี่ สำหรับโรงเรียนที่ไม่ได้คุณภาพ และไม่ได้รับความช่วยเหลือมากพอจากภาคเอกชนตามแนวทางข้างต้น รัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ ทั้งในแง่เงินอุดหนุน และจัดสรรบุคลากรที่มีคุณภาพให้ รวมถึงการวางระบบถ่ายเทครูที่ถูกเลิกจ้างจากโรงเรียนกลุ่มเป้าหมายให้สามารถ ไปทำงานอย่างอื่นแทนได้ ทุกปัญหามีทางออก เพียงแค่ขอให้เราร่วมกันคิดร่วมทำ และมองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ก็หวังว่าข้อคิดเห็นเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ ที่มา:http://www.norsorpor.com |
Categories: บทความทางวิชาการ
0 Comments