วันที่ 14 กันยายน 2554

ทีวีแบบ 3D หรือทีวีที่แสดงภาพแบบสามมิติ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นอกจากภาพยนตร์ 3 มิตินั้น กระแสทีวี 3 มิติ  ถือว่า มาแรง ในปัจจุบันนี้ และทราบหรือไม่ว่าเทคโนโลยีภาพ 3 มิติในวงการทีวีและภาพยนตร์มีหลายประเภท

ทีวี 3 มิติ อธิบายง่ายๆให้เห็นภาพเลย  3D หรือ 3 Dimension คือภาพที่เราสามารถเห็นมิติ “ตื้น ลึก หนา บาง ลอย” อย่างเห็นได้ชัดเจนนั่นเอง ถ้าเปรียบเทียบกับภาพ 2 มิติจากทีวีธรรมดาซึ่งเป็นภาพ “แบนๆติดจอ” แล้ว ความสมจริงของภาพ 3 มิตินั้นจะมีมากกกว่า ซึ่งประโยชน์ที่ได้ก็คือ “ความสมจริงของภาพ” และ “อรรถรส” ในการรับชมที่มากกว่านั่นเอง ซึ่งหลายๆคนยอมรับว่ามันเหมือนเรากำลังอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆด้วย และนั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ผลิตทีวีจึงสนใจหันมาผลิตทีวี 3 มิติ  ซึ่งก็คือ ทีวีที่มีความสามารถในการแสดงภาพที่มีมิติ ตื้น ลึก ลอย หนา บาง ได้นั่นเอง  เหนือกว่าทีวีธรรมดาทั่วไปที่สามารถแสดงได้แค่ภาพ 2 มิติแบนๆ

หลักการสร้างภาพ 3 มิติ

ภาพ 3 มิตินั้นถูกสร้างขึ้นโดยอาศัยหลักทางกายภาพว่า “ตาข้างซ้าย” และ “ตาข้างขวา” ของคนเรานั้น จะมองตำแหน่งวัตถุที่อยู่บริเวณกลางตา “ตำแหน่งไม่เท่ากัน” (เพราะตำแหน่งของตาซ้ายและตาขวาเราห่างกัน 3-5 เซนติเมตร) สามารลองง่ายๆโดยการเอานิ้วชี้ยกขึ้นมาให้ห่างจากตาซัก 10 เซนติเมตร แล้วลองปิดตาซ้ายและตาขวาสลับตาดู เจ้าตำแหน่งของนิ้วชี้ที่เราเห็นด้วยตาแต่ละข้างก็จะไม่เท่ากัน แต่ลองนึกภาพดูว่าถ้าเราสามารถกระพริบตาซ้ายขวาสลับกันได้ถึง 120 ครั้งต่อวินาที ตำแหน่งนิ้วจะเหลื่อมซ้ายและขวากันนิดหน่อยนั้นก็จะรวมกันเป็นหนึ่ง และนี่ก็คือหลักการง่ายๆที่เอาทำมาทำเป็นภาพ 3 มิติ

เทคโนโลยี “3 มิติในทีวีทั้ง 3 ประเภทตั้งแต่ “อดีตจนถึงปัจจุบัน”

ประเภทที่ 1 คือ Anaglyphic 3D หรือ ภาพ 3 มิติแบบแว่น 2 สี (Passive)

เป็นการรับชมภาพ 3 มิติโดยใช้ “แว่นสองสี” โดยทั่วไปจะใช้สีแดง-ฟ้า เพื่อกรองสีภาพเฉพาะที่ต้องการให้แสดงเข้าตาซ้ายและตาขวา เพื่อให้เกิดมีมิติภาพขึ้นมา โดยในปัจจุบันนี้ หนัง 3 มิติแบบ Anaglyphic สามารถหาซื้อได้ทั่วไปทั้งแผ่น DVD หรือหนังแบบ High Definition ก็มีมาให้เห็นแล้วเช่นเรื่อง Monster VS Aliens ที่ทำออกในในรูปแบบ Blu-ray ซึ่งจะแถมแว่นกระดาษ 2 สีมาให้ด้วยถึง 4 อัน

ข้อดี แว่นตามีราคาถูก ทั้งแบบกระดาษและพลาสติค และยังมีหนังแบบ DVD ขายอยู่

ข้อเสีย สีเพี้ยน ภาพไม่ค่อยสมจริงเท่าไหร่ มิติภาพจะดูหลอกตา

อุปกรณ์ที่ต้องมีในการรับชมภาพ 3 มิติแบบ Anaglyphic 3D

1. แผ่นหนัง DVD หรือ Blu-ray แบบ Anaglyphic

2. แว่นตา 2 สี ซึ่งมีสีที่คู่กันดังต่อไปนี้  แดง-ฟ้า / ฟ้า-เหลือง / ชมพู-เขียว (สีของแว่นกับหนังต้องสอดคล้องกัน)

3. TV ธรรมดาๆ LCD TV, Plasma TV, CRT TV ก็ดูได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทีวีสามมิติ

พักในช่วงนี้สักครู่ก่อนนะคะ เดี๋ยวช่วงหน้าเราจะมาฟังถึงทีวี 3 มิติ ประเภทที่ 2 กันต่อค่ะ

ในช่วงที่แล้วเราพูดถึงหลักการสร้างภาพของทีวี 3 มิติและประเภทของทีวี3 มิติประเภทแรกกันไปแล้วนะคะ ในช่วงนี้เราจะมาพูดถึงประเภทที่สองกันต่อค่ะ

ประเภทที่ 2. คือ Polarized 3D หรือ ภาพ 3 มิติแบบ “สลับเส้นเลขคู่เลขคี่” (Passive)

สำหรับประเภทของเทคโนโลยี 3D อย่างที่ 2 ก็คือ Polarized 3D  ซึ่งหลักการทำงานของมันก็คือ เราจะต้องมี 3D TV แบบ Polarized และแว่นตาแบบ Polarized Glasses   ทีวีจะปล่อยเส้นภาพเลขคู่ สำหรับตาซ้าย (540 เส้น) และเส้นภาพเลขคี่  สำหรับตาขวา (อีก 540 เส้น) สลับกันอย่างรวดเร็ว วิธีการนี้เรียกว่า Line by Line หรือ  การส่งภาพสลับเส้นเลขคู่และเลขคี่ เพื่อส่งให้ตาทั้ง 2 ข้าง และเมื่อเราใส่แว่น Polarized เข้าไป เลนส์สำหรับตาซ้ายก็จะสามารถรับภาพเส้นเลขคู่ได้อย่างเดียว ในขณะที่เลนส์ขวาก็จะสามารถรับภาพจากเส้นเลขคี่ได้อย่างเดียว ทำให้การรับภาพโดยตาซ้ายและขวาสลับกันอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงเกิดภาพ 3 มิติลอยออกมา ตัวอย่าง TV ที่ใช้เทคโนโลยี Polarization 3D ก็ได้แก่ LG LCD TV รุ่น LH503D ซึ่งเป็นการเอารุ่น LH50YR ของปีที่แล้ว มาทำการดัดแปลงให้เป็น 3D TV แบบ Polarization และ JVC 3D LCD Monitor ที่เอามาโชว์ในงาน BAV Show 2010 ที่ผ่านมา และรวมถึงโรงหนัง 3 มิติอย่าง Imax ที่มีเจ้าหน้าที่แจกแว่นหน้าโรงภาพยนตร์นั่นแหละค่ะ แว่น 3D แบบ Polarized

ข้อดี มิติภาพลอยออกมามากที่สุด แว่นใส่สบายตา

ข้อเสีย ความคมชัดหายไปครึ่งหนึ่ง เนื่องจากทีวี Full HD จะมีความละเอียดหน้าจอ 1080 เส้น แต่ต้องแบ่งความละเอียดของภาพจาก 1080 เส้น ต้องแบ่งเป็น 540 เส้นสำหรับตาซ้ายและอีก 540 เส้นสำหรับตาขวา

อุปกรณ์ที่ต้องมีเมื่อจะดู 3D แบบ Polarization

1. TV ที่เป็น 3D แบบ Polarized

2. แว่น 3D แบบ Polarized

3. Content เช่นแผ่นหนังแบบ 3D Line by Line หรือ ถ้าเป็น Content 3D แบบอื่นๆ ตัวทีวีก็จะมีความสามารถในการแปลงภาพให้เป็นแบบ Line by Line (ส่งภาพสลับเส้นเลขคู่และเส้นเลขคี่)

4. Frame Sequential 3D: ส่งเฟรมภาพซ้าย-ขวาสลับกัน (Active)

แน่นอนว่าแบบใหม่ล่าสุดนี้ อยู่ใน 3D TV ทั้ง Samsung, Sony, LG, Panasonic ซึ่งใช้หลักการ Frame Sequential ทั้งหมด โดยหลักก็คือทีวีจะส่งเฟรมภาพ ทั้งเฟรม เข้าตาซ้ายและตาขวาสลับกันอย่างรวดเร็ว  สำหรับตาซ้าย 60 เฟรมภาพต่อวินาที และตาขวา 60 เฟรมภาพต่อวินาทีเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราเห็นภาพ 3 มิติบนจอทีวีนั้นมีความเหลื่อมซ้อนซ้ายขวากันอยู่พอสมควร และเมื่อเราใส่แว่น 3D Active Shutter Glasses ที่เลนส์ตาซ้ายและเลนส์ตาขวา    จะเปิดปิดสลับกันอย่างรวดเร็วให้สอดคล้องกับ ทีวีที่ส่งเฟรมภาพสำหรับตาซ้ายและตาขวาสลับกัน ทำให้ภาพลอยมีมิติออกมา

ตัวอย่าง TV ในปัจจุบันที่เป็น 3D แบบ Frame Sequential ก็ได้แก่ Samsung 3D LED TV C9000 C8000 C7000, LG INFINIA LX9500, Sony LX900, Panasonic VT20 ซึ่งเป็น 3D TV ในปี 2010 ทั้งหมด

สิ่งที่ต้องมีเมื่อจะดู 3D แบบ Frame Sequential

1. 3D TV แบบปัจจุบัน ซึ่งเป็นแบบ Frame Sequential หมดแล้ว

2. แว่นตา Active Shutter Glasses

3. เครื่องเล่น Blu-ray แบบ 3D ที่สามารถ Output ด้วย HDMI V1.4

4. แผ่นหนัง Blu-ray แบบ 3D เช่นเรื่อง Monster VS Aliens และ Cloudy with a chance of Meatball

ข้อดี ความคมชัดของภาพสูงสุด เพราะทีวีส่งเฟรมภาพออกมาทั้งเฟรม ไม่มีลดทอนเส้นแบบวิธี Line by Line ของ Polarized 3D และมิติภาพก็ถือว่าได้แนวลึกมีมิติดีเยี่ยม

ข้อเสีย แว่นตาต้องใส่แบตเตอรี่ ทำให้ต้องเปลี่ยนหรือชาร์จบ่อยๆ และรวมถึงต้องเชื่อมต่อแว่นกับทีวีด้วยสัญญาณ Infrared ตลอดเวลา ทำให้ระยะห่างในการรับชมมีจำกัด

เทคนิคในการรับชมทีวี 3 มิติให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

1. ขนาดทีวียิ่งใหญ่ มิติภาพยิ่งดี !!!

สังเกตได้ว่าทีวี 3 มิตินั้นไม่ค่อยทำขนาดเล็กๆอย่าง 32” เพราะมิติภาพจากจอขยาดกระจิ๋วหลิวนั้นแทบจะไม่เห็นอะไรมีมิติเด่นชัดเลย และทุกสำนักทีวีในต่างประเทศก็ฟันธงแล้วว่า ยิ่งขนาดของจอทีวีใหญ่เท่าไหน มิติภาพ 3 มิติก็จะยิ่งดีเท่านั้นนะครับ ลองเปรียบเทียบทีวีขนาด 40” และ 55” นั้นถ้าเปรียบเทียบทีวีขนาดเป็น  40” เท่ากับ 100% ทีวีขนาด 55” ก็จะเท่ากับ 180% ซึ่งได้ความใหญ่ของจอ + มิติภาพที่จะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 1.8 เท่าครับ

หากคำนวณแบบบ้านๆ โดนเทียบพื้นที่เป็นตารางหน่วยของทีวี 40″ เป็น 100% ทีวี 55″ ก็จะเป็น 180%  นั่นหมายถึงมิติภาพก็ดีกว่าถึง 80% เลย อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้ก็เป็นที่ยอมรับกันแล้วว่าทีวีจอยิ่งใหญ่ มิติภาพยิ่งดี

2. คุมแสงไฟในห้องให้ดี

เนื่องจากแว่นตาเป็น Active Shutter Glasses เลนส์ของแว่นตาทั้งเลนส์ซ้ายและเลนส์ขวาจะเปิดปิดสลับกันอย่างรวดเร็ว หากมีแสงเข้ามารบกวน อาจจะทำให้เกิดอาการกระพริบของภาพได้ รวมถึงให้คุมแสงในห้องให้ดีๆ มิติภาพก็จะโชว์เด่นชัดอย่างผิดหูผิดตาด้วยครับ  การดู 3D TV ควรจะคุมแสงในห้องได้หรือปิดไฟให้มืดสนิทไปเลยจะดีที่สุด การมีไฟกระพริบกวนสายตาก็จะเกิดขึ้นน้อย แถมมิติภาพก็จะยิ่งเด่นชัด

3. อย่าขวาง !!! ตำแหน่งของ 3D Transmitter

การเชื่อมต่อของตัวทีวี 3 มิติ และแว่น 3 มิติแบบ 3D Active Glasses นั้นจะถูกเชื่อมต่อด้วยสัญญาณ Infrared  โดยส่วนใหญ่มักจะ Built-In มากับตัวเครื่อง ตำแหน่งของเซนเซอร์นั้นมักจะอยู่ที่มุมล่างขวา หรือลางซ้ายของตัวจอทีวี เราจะต้องรู้ว่าตำแหน่งของมันอยู่ไหน และพยามยามอย่าให้มีสิ่งขวางกั้นการรับส่งสัญญาณระหว่างทีวีกับแว่น  ไม่เช่นนั้นแว่นจะกระพริบดับๆติดๆ โดยทั่วไปการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างแว่นและทีวีจะได้ไกลประมาณ 10 เมตรตามความสามารถของ Infrared แต่ระยะที่เรานั่งดูทีวีก็ประมาณ 2-3 เมตร ดังนี้เรื่องระยะห่างก็ไม่ใช่อุปสรรคเท่าไหร่

ทีวี 3 มิตินั้นเป็นเทคโนโลยีที่ปฏิวัติวงการทีวี การเข้าใจถึงเทคโนโลยีจะทำให้เราสามารถใช้ทีวี 3 มิติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้ครับ เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้เทคโนโลยี 3D ก็จะมีการพัฒนาให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก เว็บไซต์ www.lcdtvthailand.com


0 Comments

Leave a Reply